บางจาก จับมือ มทร.อีสาน ลงนามความร่วมมือเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตั้งเป้า ผลิต SAF และ Renewable Diesel ต่อยอดเชิงพาณิชย์

บางจาก จับมือ มทร.อีสาน ลงนามความร่วมมือเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตั้งเป้า ผลิต SAF และ Renewable Diesel ต่อยอดเชิงพาณิชย์

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ.2569 เวลา  9.30 น. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน โดย รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดี มอบ รศ.ดร.บัณฑิต กฤตาคม รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรม และบริการวิชาการ ผศ.ประพันธ์ ยาวระ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น อาจารย์บุญกิจ อุ่นพิกุล ผู้ช่วยอธิการบดี ผศ.ดร.นทยา กัมพลานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดี ผศ.ดร.ศุภฤกษ์ ชามงคลประดิษฐ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ผศ.ดร.วิรัช ชินพลอย คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม อาจารย์พัลลภ พรมสาเพ็ชร รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะผู้บริหาร และคณาจารย์นักวิจัย ให้การต้อนรับ นายคารม คำพิทูรย์  ปลัดจังหวัดขอนแก่น คุณบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด (R&M) คุณกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร ดร.เอนกประชา แก้วมณี ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจโรงกลั่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คณะผู้บริหารบริษัทเครือข่าย หัวหน้าหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและองค์กร ในโอกาสพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการวิจัยการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ” ระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของนักวิจัยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ ณ ห้องประชุมมงคลประดู่ ชั้น 2 อาคาร 50 ปี เทคนิค ไทย – เยอรมัน ขอนแก่น

การลงนามฯ ในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายคารม คำพิทูรย์  ปลัดจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานการลงนามความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน โดย รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดี และ คุณบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด (R&M) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติจากคุณกลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร  บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รศ.ดร.บัณฑิต กฤตาคม รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรม และบริการวิชาการ มทร.อีสาน เป็นพยานการลงนาม และได้รับเกียรติจากคุณสาธิต เนียมสุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) คุณทวิโรจน์ ทรงกำพล ประธานเจ้าหน้าที่สายกลยุทธ์องค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) คุณเจมส์ แอนดริว มอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาซอลล่า ไคลเมท จำกัด คุณสุวรรณา ฟักทิม ผู้อำนวยการฝ่ายสถานีบริการจัดเก็บน้ำมันสุวรรณภูมิ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) Mr.Takamitsu Hirono Mitsubishi Company (Thailand) Ltd. คุณอดิเรก หงส์พูนพิพัฒน์ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น คุณอาทร กันตวธีระ เลขาธิการหอการค้าจังหวัดขอนแก่น คุณภาวิณี ศรีอรุณพรรณรา นักวิชาการอุตสาหกรรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ คุณวิมล วงศ์กุลวิจิตร  นักวิชาการพัฒนาชำนาญการพิเศษ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 6 ขอนแก่น คุณเฉลิม ศิลาวิเศษ นักวิชาการพัฒนาฝีมือแรงงานชำนาญการ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 6 ขอนแก่น คุณปภินพิศ พัวโสพิศ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย คณะผู้บริหารเข้าร่วมพิธีและเป็นสักขีพยาน

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการวิจัยการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ” ระหว่าง มทร.อีสาน และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและบริษัทผู้นำในธุรกิจพลังงานระดับโลก เพื่อพัฒนาการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ร่วมมือกันพัฒนางานวิชาการ นวัตกรรม งานวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทน มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากร รองรับการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานทดแทนในอนาคต แลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านพืชพลังงานทดแทนและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีระยะเวลาความร่วมมือ 5 ปี นับจากวันที่ลงนาม เพื่อพัฒนาป่าพลังงาน หยีน้ำ พืชพลังงานใหม่เพื่อนำมาผลิต SAF และ Renewable Diesel เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อความยั่งยืนของโลกในการช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสาหกรรมการบิน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

นายคารม คำพิทูรย์  ปลัดจังหวัดขอนแก่น ประธานในพิธีได้กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ในฐานะศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานมาอย่างต่อเนื่อง จังหวัดได้กำหนดเป็นนโยบายสำคัญในแผนพัฒนาจังหวัด โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และประชาชน ในการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล และการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนโครงการด้านพลังงานทดแทนในหลายรูปแบบ อาทิ การส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและหน่วยงานราชการ การพัฒนาพลังงานชีวมวลจากภาคการเกษตร การสนับสนุนการผลิตก๊าซชีวภาพจากของเสียในฟาร์มปศุสัตว์ รวมถึงการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่เป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ


โครงการวิจัยการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น ร่วมกับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของจังหวัดและประเทศอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีระบบสมาร์ทฟาร์ม IoT มาใช้ในการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทน จะช่วยให้สามารถศึกษาและพัฒนาวิธีการปลูกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสามารถนำไปขยายผลสู่เกษตรกรและชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบที่ดีของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

คุณบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด (R&M) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน เป็นอีกพัฒนาการของประเทศไทย ที่ทำงานวิจัยและพัฒนาพืชพลังงานที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน หรือว่า SAF ซึ่ง บางจากฯ ลงทุนก่อสร้างหน่วยผลิต Neat SAF 100% ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ เป็น Stand Alone รายแรกของประเทศ มีกำลังผลิตเริ่มต้นที่ 1 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการบิน ในการลดการปล่อยคาร์บอน และขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ ประเทศไทยเป็นผู้นำในการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ จากวัตถุดิบทางการเกษตร เราคุ้นเคยกับน้ำมันปาล์มดิบ พืชพลังงานที่มีความต้องการใช้ในการผลิตเป็นเชื้อเพลิงประมาณ 3 ล้านลิตรต่อวัน บางจากฯ คือผู้ริเริ่มและน้อมนำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรื่องไบโอดีเซลมาดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นบริษัทแรก ถือว่าเป็นผู้นำพลังงานทดแทนของประเทศ จนในปัจจุบัน เราได้ยินคำว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมาย Net Zero เป้าหมายการเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ ที่ไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นระเบียบโลก เป็นข้อกำหนดและมาตรฐานที่ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว การพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และการขนส่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง


ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านการผลิตผลทางการเกษตรและแนวโน้มการเติบโตของตลาดผลิตภัณฑ์ชีวภาพ โดยมองว่ายังมีพืชพลังงานศักยภาพ เช่น หยีน้ำ ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นที่ขึ้นได้ในหลายภูมิภาคของโลก ทั้งทวีปอเมริกา เอเชีย โอเชียเนีย อยู่แล้ว มีการลงทุนพัฒนาปลูกในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย และอเมริกา ซึ่งในประเทศไทยยังไม่ได้เริ่มปลูกเชิงพาณิชย์ ข้อมูลงานวิจัยก็ยังมีไม่มากพอ จากงานวิจัยเบื้องต้นพบว่าผลผลิตเมล็ดหยีน้ำ เฉลี่ยอยู่ที่ 1,300 กก./ไร่/ปี สามารถผลิตเป็นน้ำมันได้ประมาณ 386 ลิตร/ไร่/ปีแม้จะน้อยกว่าปาล์มน้ำมัน (เฉลี่ยปาล์ม 810 ลิตร/ไร่/ปี) แต่ยังถือว่ามีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นวัตถุดิบพลังงานชีวภาพในเชิงพาณิชย์ ประกอบกับปลูกง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อม เป็นพืชตระกูลถั่วที่มีประโยชน์กับดิน และไม่ใช่พืชอาหาร อีกทั้งเป็นไม้ยืนต้นอายุยืนยาว สามารถดูดกลับและกักเก็บคาร์บอนได้และเป็นรายชื่อวัตถุดิบพลังงานชีวภาพที่มีระบุไว้ในมาตรฐาน ISCC (International Sustainability and Carbon Certification) เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบชีวภาพและพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองความยั่งยืนระดับสากล จึงเป็นพืชพลังงานศักยภาพอีกหนึ่งชนิดที่น่าสนใจสำหรับภาคเกษตรกรรมของไทย และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ที่นำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาช่วยในการดูแลงานปลูก ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยยกระดับองค์ความรู้ของพืชชนิดนี้ และพัฒนานวัตกรรมภาคการเกษตรที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับอุตสาหกรรม ความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แม้จะเป็นระยะริเริ่ม แต่เชื่อว่ายังมีความเป็นไปได้อื่น ๆ ตามมาอีกหลายมิติในห่วงโซ่คุณค่านี้ทั้งภาคการเกษตรเทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับภาคการบินและขนส่ง และประโยชน์ด้านคาร์บอนเครดิตจากพืชยืนต้น ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นอีกกลไกที่ช่วยต่อยอดการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero และตอกย้ำความเป็นผู้นำของบางจากฯ จากผู้นำพลังงานทดแทน สู่การเป็นผู้นำพลังงานอนาคตที่แท้จริง

รศ.ดร.บัณฑิต กฤตาคม รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรม และบริการวิชาการ  มทร.อีสาน  กล่าวว่าพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการวิจัยในครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัยในการสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะสถาบันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของภูมิภาคและประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานทดแทนซึ่งเป็นประเด็นสำคัญระดับโลก มหาวิทยาลัยได้กำหนดเป็นวาระยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยและนวัตกรรมในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จุดเด่นของโครงการนี้คือการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาประยุกต์ใช้ในการเกษตร ซึ่งสามารถวัดและจัดเก็บข้อมูลสภาวะแวดล้อมต่าง ๆ อาทิ อุณหภูมิ ความชื้น ค่าความเป็นกรด – ด่าง และธาตุอาหารในดิน ผ่านระบบ SCADA แบบเรียลไทม์ การเปรียบเทียบระหว่างการปลูกด้วยระบบสมาร์ทฟาร์มกับการปลูกแบบทั่วไป ในพื้นที่ 2 ไร่ ภายในศูนย์การศึกษาโคกสี จะให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีคุณค่าต่อการพัฒนารูปแบบการเพาะปลูกที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ความร่วมมือกับบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้งานวิจัยมีทิศทางที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิจัยได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะผ่านการปฏิบัติงานจริง มหาวิทยาลัยฯ มุ่งหวังว่าผลการวิจัยที่จะได้รับในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ จะสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติ


จากนั้นในเวลา 10.30 น. ผศ.ประพันธ์ ยาวระ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น ได้นำคณะผู้บริหารผู้ร่วมลงนามข้อตกลงและแขกผู้มีเกียรติจากทุกองค์กรที่ร่วมเป็นสักขีพยานในครั้งนี้ ลงพื้นที่ศูนย์การศึกษาโคกสี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น เพื่อร่วมกิจกรรมปลูกพืชพลังงาน หยีน้ำ (Pongamia) ในพื้นที่ 2 ไร่ และชมนิทรรศการ “โครงการวิจัยการเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ” ดำเนินงานโดยคณาจารย์นักวิจัยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย อาจารย์บรรลุ เพียชิน อาจารย์ ดร.วิทยา ชำนาญไพร อาจารย์ ดร.พันธกานต์ แก้วอาษา ผศ.ดร.อังคณา เจริญมี อาจารย์ พรเทพินทร์ สุขแสงประสิทธิ์ ว่าที่ ร.ต.ดร.เอกราช ไชยเพีย อาจารย์ ดร.ฐิตินันท์ ป้องนาม และนำเสนอเทคโนโลยีระบบสมาร์ทฟาร์ม IoT โดยนายวุฒินันท์ หลาบหนองแสง นักศึกษาระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า นายวิโรจน์ บุญจันทร์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี นายนครินทร์ วิเศษรัตน์ นักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และนายฟ้าลิขิต ชัยวงค์ นักศึกษาสาขาครุศาสตร์อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ทั้งนี้ หากโครงการปลูกต้นหยีน้ำซึ่งเป็นโครงการริเริ่มในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ จะดำเนินการขยายผลไปยังศูนย์การศึกษาหนองระเวียง จ.นครราชสีมา วิทยาเขตสกลนคร วิทยาเขตสุรินทร์ และวิทยาเขตร้อยเอ็ด ณ ทุงกุลาร้องไห้ เพื่อหาสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมสําหรับการปลูกพืชพลังงานทดแทนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อยอดการดำเนินงานทางการเกษตรและก่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ข่าว : ศันสนีย์ ไชยเพีย
กราฟิก : พิมพ์ชนก กุลเพ็ง
ภาพ : มัตติกา สีระวัลย์